วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

HTML

ความหมายของ HTML

                


    HTML (Hyper Text Markup Language) เป็นภาษามาตรฐานสากลที่ใช้นำเสนอข้อมูลแบบผสมผสานในการสื่อสารแบบ World-Wide-Web :WWW ( Web) ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อเครือข่ายของเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วโลก (Internet) รูปแบบหนึ่ง ข้อมูลในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อความ รูปภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว หรือ อื่นๆ จะถูกเชื่อมโยงเข้าหากัน ด้วยชุดคำสั่งต่างๆ เพื่อให้แสดงผลออกมาคล้ายกับ สิ่งพิมพ์ สไลด์ หรือ แบบมัลติมีเดีย    


โครงสร้างของภาษา HTML


   การเขียนโฮมเพจด้วยภาษาHTMLนั้นเอกสารHTMLจะประกอบด้วยส่วนประกอบ2ส่วน ดังนี้      
1.ส่วน Head  
   คำสั่งที่อยู่ในส่วนนี้จะใช้บรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับweb page ซึ่งจะไม่แสดงผลที่ web page โดยตรง

        
2.ส่วน Body 
   คำสั่งที่อยู่ในส่วนนี้จะใช้ในการจัดรูปแบบตัวอักษร จัดหน้า 
ใส่รูปภาพ ซึ่งตัวอักษรในส่วนนี้จะแสดงที่ web brower โดยตรง
ในทั้งสองส่วนนี้จะอยู่ภายใน Tag <HTML>…</HTML> ดังนี้

                       <html>
                       <head> <title> ส่วนชื่อเอกสาร </title> </head>
                       <body>
                         tag คำสั่ง
                       </body>

                       </html>


      คำสั่ง หรือ Tag ที่ใช้ในภาษา HTML ประกอบไปด้วยเครื่องหมายน้อยกว่า"<" ตามด้วย ชื่อคำสั่งและปิดท้ายด้วยเครื่องหมายมากกว่า ">" เป็นส่วนที่ทำหน้าที่ตกแต่งข้อความ เพื่อ การแสดงผลข้อมูล โดยทั่วไปคำสั่งของ HTML ส่วนใหญ่จะอยู่เป็นคู่ มีเพียงบาง คำสั่งเท่านั้น ที่มีรูปแบบคำสั่งอยู่เพียงตัวเดียว ในแต่ละคำสั่ง จะมีคำสั่งเปิดและปิด คำสั่งปิดของแต่ละ คำสั่งจะมี รูปแบบเหมือนคำสั่งเปิด เพียงแต่จะเพิ่ม "/" (Slash) นำหน้าคำสั่ง ปิดให้ดู แตกต่าง เท่านั้น และในคำสั่งเปิดบางคำสั่ง อาจมีส่วนขยายอื่นผสมอยู่ด้วย
       ในการเขียนคำสั่งภาษา HTML สามารถเขียน ด้วยตัวอักษร เล็กหรือใหญ่ ทั้งหมดหรือเขียนคละกันได้ เช่น <HTML> หรือ <Html> หรือ <html> ซึ่งจะให้ผลเหมือนกัน


คำสั่งเริ่มต้นของเอกสาร HTML


<HTML>..........</HTML>


คำสั่ง <HTML> เป็นคำสั่งเริ่มต้นในการเขียนโปรแกรมและคำสั่ง </HTML> เป็นการสิ้นสุดโปรแกรม HTML คำสั่งนี้จะไม่แสดงผลในโปรแกรมเว็บเบราเซอร์ แต่ต้องเขียนเพื่อให้เกิดความเป็นระบบของงาน และเพื่อจะให้รู้ว่าเอกสารนี้เป็นเอกสารของภาษา HTML ส่วนหัวเรื่องเอกสารเว็บ (Head Section)


<HEAD>..........</HEAD>

Head Section เป็นส่วนที่ใช้อธิบายเกี่ยวกับข้อมูลเฉพาะของหน้าเว็บนั้นๆ เช่น ชื่อเรื่องของหน้าเว็บ(Title),
ชื่อผู้จัดทำเว็บ(Author),คีย์เวิร์ดสำหรับการค้นหา(Keyword) โดยมี Tag สำคัญ คือ


       <TITLE>..........</TITLE >

       ข้อความที่ใช้เป็นTITLEไม่ควรพิมพ์เกิน64ตัวอักษร,
ไม่ต้องใส่ลักษณะพิเศษ เช่น ตัวหนา เอียง หรือสี และควรใช้ภาษาที่มีความหมายครอบคลุมถึงเนื้อหาของเว็บเพจนั้นหรือ
เป็นคำสำคัญในการค้นหา(Keyword)


<BODY>..........</BODY>

Body Section เป็นส่วนเนื้อหาหลักของหน้าเว็บซึ่งการแสดงผลจะต้องใช้ Tag จำนวนมาก ขึ้นอยู่กับลักษณะของข้อมูล เช่น ข้อความ,รูปภาพ,เสียง,วีดิโอ  ส่วนเนื้อหาเอกสารเว็บ 
เป็นส่วนการทำงานหลักของหน้าเว็บ ประกอบด้วย Tag มากมายตามลักษณะของข้อมูลที่ต้องการนำเสนอ การป้อนคำสั่งในส่วนนี้ไม่มีข้อจำกัดสามารถป้อนติดกัน หรือ 1 บรรทัดต่อ 1 คำสั่งก็ได้แต่ส่วนใหญ่จะยึดรูปแบบที่อ่านง่าย คือ การทำย่อหน้าในชุดคำสั่งที่เกี่ยวข้องกัน ทั้งนี้ให้ป้อนคำสั่งทั้งหมดภายใต้ 
Tag <BODY> … </BODY>และแบ่งกลุ่มคำสั่งได้ดังนี้ 

1.กลุ่มคำสั่งเกี่ยวกับการจัดรูปแบบเอกสาร 

2.กลุ่มคำสั่งจัดแต่ง/ควบคุมรูปแบบตัวอักษร 


3.กลุ่มคำสั่งการทำเอกสารแบบรายการ(List) 


4.กลุ่มคำสั่งเกี่ยวกับการทำลิงค์ 


5.กลุ่มคำสั่งจัดการรูปภาพ 


6.กลุ่มคำสั่งจัดการตาราง(Table) 


7.กลุ่มคำสั่งควบคุมเฟรม 


8.กลุ่มคำสั่งอื่นๆ 


สรุป

<HTML>....</HTML>  
คำสั่งเริ่มต้นคำสั่ง html เป็นคำสั่งเริ่มการเขียน
<HEAD>....</HEAD>  
เป็นส่วนหัวของเว็บเพจ บอกคุณสมบัติของเว็บเพจ
<TITLE>....</TITLE>   
ใช้บอกชื่อของเว็บเพจ
<BODY>....</BODY>  
เป็นส่วนสำคัญที่สุด เพราะเป็นส่วนที่แสดงเนื้อหาทั้งหมด 
อาจรวมถึงข้อความ รูปภาพ ตาราง การเชื่อมโยง
















                                  #http://www.hellomyweb.com
                                                                                                         #http://pirun.ku.ac.th

วันพุธที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Responsive Web คืออะไร

ความหมาย และ ความสำคัญ ของ Responsive Web Design

    
    Responsive Web Design คือ การออกแบบเว็บไซต์ด้วยแนวคิดใหม่ ออกแบบเพียงครั้งเดียว แต่สามารถใช้ได้กับทุกขนาดของหน้าจอ บนอุปกรณ์ที่แตกต่างกัน ทำให้เว็บไซต์สามารถแสดงผลได้อย่างเหมาะสม และสามารถตรวจจับขนาดของหน้าจอ และปรับขนาด และ Layout ให้เหมาะสมตามขนาดของหน้าจอโดยอัตโนมัติ โดยอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างเทคโนต่างๆ ดังต่อไปนี้ คือ Layout ของเว็บแบบ Flexible Grid, รูปภาพแบบ Flexible Image และ CSS3 Media Query


ถ้าเป็นสมัยก่อน เราต้องทำเว็บไซต์ออกมาหลายๆ version เช่น Desktop version กับ Mobile version เพื่อให้เว็บไซต์ของเรา สามารถแสดงผลได้อย่างเหมาะสมกับ Device นั้นๆ ซึ่งวิธีนี้จะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น ทั้งในด้านเวลาและค่าจ้างในการพัฒนา
      บางคนอาจถามว่า ปัจจุบัน เราก็สามารถดูเว็บไซต์ต่างๆบนมือถือได้อยู่แล้ว โดยไม่เห็นต้องออกแบบเว็บไซต์ให้เป็นแบบ Responsive ให้ยุ่งยาก ซึ่งก็ถูกต้อง แต่สำหรับเว็บไซต์ที่ไม่ได้รับการออกแบบมาในแบบ Responsive เวลาดูข้อมูล จะต้องใช้การ Zoom เข้ามาดูทีละส่วน เพราะว่าไม่มีความสามารถในการปรับรูปแบบให้เหมาะสมตามขนาดของหน้าจอนั่นเอง ซึ่งแตกต่างจากเว็บไซต์ที่ได้รับการออกแบบมาในแบบ Responsive ซึ่งจะสามารถปรับ ขนาดของรูปภาพ และ Layout ของเว็บ ให้เหมาะสมตามขนาดของหน้าจอ ทำให้ดูข้อมูลได้สะดวกมากยิ่งขึ้นนั่นเอง
เว็บไซต์ที่ออกแบบมาตามปกติ โดยไม่ได้ใช้เทคนิค Responsive เวลาแสดงผลบน Mobile Device จะเป็นเพียงแค่การ ย่อ ขนาด เพื่อให้สามารถแสดงผลได้บนหน้าจอเท่านั้น แต่จะไม่สามารถปรับรูปแบบ หรือ Layout ให้เหมาะสมตามขนาดหน้าจอ ในขณะนี้เว็บที่ได้รับการออกแบบมาโดยใช้เทคนิคการออกแบบเว็บไซต์แบบ Responsive จะสามารถปรับ Layout และ ขนาดของรูปภาพ ให้เหมาะสม ตามขนาดของหน้าจอ ทำให้มี User Experience ที่ดีกว่า

หลักการของ Responsive Web Design
การจะทำ Responsive Web Design มักใช้เทคนิคหลายๆ อย่าง ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น Fluid Grid, Flexible Images และ CSS3 Media Queries
เริ่มแรกคือการทำ Fluid Grid ซึ่งก็คือการออกแบบ Grid ให้เป็นแบบ Relative ซึ่งก็คือการที่ไม่ได้กำหนดขนาดของ Grid แบบตายตัว แต่จะกำหนดให้สัมพันธ์กับสิ่งอื่นๆ เช่น กำหนดความกว้างแบบเป็น % หรือการใช้ font-size หน่วยเป็น em เป็นต้น
ต่อมาคือการทำ Flexible Images หรือการกำหนดขนาดของ Images ต่างๆ ให้มีความสัมพันธ์กับขนาดของหน้าจอแสดงผล หากรูปต้นฉบับมีขนาดใหญ่มาก เวลาแสดงในมือถือที่มีจอขนาดเล็ก ก็ควรลดขนาดลงมา เพื่อให้แสดงผลได้อย่างสวยงาม เป็นต้น

สุดท้ายคือการใช้ CSS3 Media Queries ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถกำหนด style sheets สำหรับ Devices ต่างๆ ได้ โดยส่วนใหญ่ เราจะเขียน style sheets พื้นฐานเอาไว้ ซึ่งกลุ่มนี้ จะไม่ขึ้นอยู่กับ Devices ใดๆ หลังจากนั้นให้เราเขียน style sheets สำหรับ Devices ที่มีขนาดหน้าจอที่เล็กสุด เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงขนาดใหญ่สุด ซึ่งการเขียนแบบนี้ จะช่วยลดความซ้ำซ้อนของโค้ด และยังทำให้การแก้โค้ดในภายหลังทำได้ง่ายอีกด้วย
ข้อเสียของ Responsive Web Design
อย่างไรก็ตาม Responsive Web Design ก็ยังมีข้อเสียอยู่บ้าง เนื่องจากการเขียนโค้ดเดียว ให้รองรับหลายๆ Devices จึงอาจทำให้เกิดปัญหา เช่น โทรศัพท์มือถือที่มีหน้าจอขนาดเล็ก ถึงแม้เราจะซ่อนเนื้อหาบางส่วนที่ไม่จำเป็นเอาไว้ เช่น โฆษณา แต่ในบางเว็บบราวเซอร์ ข้อมูลเหล่านี้ยังจะถูกโหลดเข้ามาอยู่ รวมไปถึงเรื่องของ Image Resizing ที่เราไม่ได้ไปลด File Size ของตัว Image จริงๆ ทำให้โทรศัพท์มือถือจำเป็นต้องโหลดรูปเดียวกับรูปที่ใช้แสดงบน Desktop ทำให้เสียเวลาโดยไม่จำเป็น
  • ประโยชน์ของการออกแบบเว็บไซต์แบบ Responsive

    • 1
      แสดงผลได้สวยงาม บนขนาดหน้าจอที่แตกต่าง
    • 2
      ออกแบบเพียงครั้งเดียว แต่สามารถใช้ได้กับขนาดหน้าจอที่หลากหลาย
    • 3
      มี Experience ในการใช้งานที่ดีกว่า ดูข้อมูลได้ง่าย โดยไม่ต้อง Zoom
    • 4
      ประหยัดเวลา และ ค่าใช้จ่ายได้มากกว่าการทำ 2 เว็บไซต์
    • 5
      ช่วยในเรื่องของการทำ SEO (Search Engine Optimization)

    • #http://www.siamhtml.com

      #http://8columns.com

วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ชนิดของข้อมูลและตัวแปรในภาษาซี

ชนิดของข้อมูลและตัวแปรในภาษาซี
ชนิดของข้อมูล (data type) ในการเขียนโปรแกรมหนึ่งๆ จะมีข้อมูลต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องเช่น
การนับจำนวนรอบ (loop) ของการทำงานโดยใช้ข้อมูลชนิดจำนวนเต็ม หรือการแสดงข้อความ
โดยใช้ข้อมูลชนิดตัวอักษร จะเห็นว่าข้อมูลต่างๆ ถูกแบ่งออกเป็นหลายชนิดตามจุดประสงค์ของการใช้งาน
นอกจากนี้ข้อมูลแต่ละชนิด ยังใช้เนื้อที่หน่วยความจำ (memory) ไม่เท่ากันจึงมีการแบ่งชนิดของข้อมูล
ดังแสดงในตารางด้านล่าง

ตัวแปร (variable) เนื่องจากข้อมูลถูกเก็บอยู่ในหน่วยความจำ การอ้างถึงตำแหน่งของข้อมูลนี้
จึงมีความซับซ้อน ไม่สะดวกต่อการเขียนโปรแกรม จึงมีการเรียกหน่วยความจำ ในตำแหน่งที่สนใจผ่านตัวแปร

การประกาศตัวแปร (variable declaration) คือการจองเนื้อที่ในหน่วยความจำสำหรับเก็บค่าบางอย่าง
พร้อมทั้งกำหนดชื่อเรียกแทนหน่วยความจำในตำแหน่งนั้นเพื่อให้ผู้เขียนโปรแกรมมีความสะดวกในการเข้าถึง
ค่าที่เก็บอยู่ในหน่วยความจำดังกล่าว

รูปแบบการประกาศตัวแปร 

type variable-name;โดย
type คือชนิดของตัวแปร (ตามตารางด้านล่าง)
variable-name คือชื่อของตัวแปร (ควรตั้งชื่อให้มีความหมายสอดคล้องกับการใช้งานและจำง่าย)

ตัวอย่างการประกาศตัวแปรแบบต่างๆ
int num; /*ประกาศตัวแปรชนิิดจำนวนเต็ม ชื่อ num*/
float x;
char grade, sex; /*ประกาศตัวแปรชนิิดอักขระ ชื่อ grade และ sex (ประกาศพร้อมกันในบรรทัดเดียว)*/
float temp = 123.45; /*ประกาศตัวแปรชนิดเลขทศนิยมพร้อมกำหนดค่า 123.45*/
char c = "A", t = "B"; /*ประกาศตัวแปรชนิดอักขระสองตัว พร้อมกำหนดค่าให้แต่ละตัว*/
int oct = 0555; /*ประกาศตัวแปรชนิดจำนวนเต็มชื่อ num พร้อมกำหนดค่าคือ 555 (เป็นเลขฐานแปดเพราะมี 0 นำหน้า)*/
int hex = 0x88; /*ประกาศตัวแปรชนิดจำนวนเต็มชื่อ hex พร้อมกำหนดค่าคือ 88 (เป็นเลขฐาน 16 เพราะมี 0x นำหน้า)*/

ข้อควรระวัง!!
ชื่อตัวแปรจะต้องขึ้นต้นด้วยตัวอักษรหรือเครื่องหมาย "_" เท่านั้น
ภายในชื่อตัวแปรให้ใช้ตัวอักษร, ตัวเลข 0-9 หรือเครื่องหมาย "_"
ห้ามมีช่องว่างในชื่อตัวแปร
อักษรตัวพิมพ์เล็ก-ใหญ่ มีความแตกต่างกัน (case sensitive) เช่น Name, NAME และ name
ถือเป็นชื่อที่แตกต่างกัน
ห้ามซ้ำกับชื่อตัวแปรสงวน (reserved word)
ตัวแปรชนิดข้อความ (string)
ถ้าเราต้องการเก็บข้อความ "C programming language" ไว้ในตัวแปร จะทำได้อย่างไร?

ที่ผ่านมาเราทราบว่าเราสามารถเก็บข้อมูลชนิดตัวอักขระไว้ในตัวแปรชนิด char ได้ แต่ตัวแปรชนิด char นั้น
สามารถเก็บตัวอักขระได้เพียงตัวเดียวเท่านั้น ไม่สามารถเก็บทั้งข้อความได้ แล้วเราจะแก้ปัญหาได้อย่างไร?

หากพิจาณาให้ดี ข้อความดังกล่าวประกอบด้วยตัวอักขระ (ตัวอักษร+สัญลักษณ์) หลายๆ ตัวเรียงต่อกันเป็นสาย
ซึ่งเป็นลักษณะของตัวแปรแบบ array (จะได้กล่าวภายหลัง)

การประกาศตัวแปรแบบ array เพื่อเก็บข้อมูลดังกล่าวสามารถทำได้ดังนี้
type variable-name[size];โดย
size คือขนาดของข้อความ+1 โดยขนาดที่เพิ่มขึ้นเพราะต้องเก็บอักขระสุดท้ายของข้อความเป็นอักขระ
\0 หรือ NULL เพื่อบอกว่าสิ้นสุดข้อความแล้ว

ตัวอย่างการประกาศตัวแปรแบบ array เพื่อเก็บข้อความ "C programming language" (22 ตัวอักษร) 
ทำได้หลายวิธีดังนี้
char[23] text = "C programming language";
/*กำหนดขนาดเพิ่มขึ้น 1 ตัว สำหรับเก็บค่า \0 หรือ NULL ในตำแหน่งสุดท้าย*/

char[23] text = {'C',' ','p','r','o','g','r','a','m','m','i','n','g',' ','l','a','n','g','u','a','g','e','\0'};
/*กำหนดขนาดเพิ่มขึ้น 1 ตัว สำหรับเก็บค่า \0 หรือ NULL ในตำแหน่งสุดท้าย*/

char[] text = "C programming language";
/*ถ้าไม่กำหนดขนาดของ array แล้ว ตัวแปรภาษาซีจะกำหนดให้โดยมีขนาดเท่ากับขนาดข้อความ+1*/

นอกจากนี้เรายังสามารถแก้ไขตัวอักษรที่เก็บอยู่ใน array ได้โดยการอ้างอิงตำแหน่งเช่น
text[0] = 'A'; /*แก้ตัวอักษรตัวแรก (เริ่มนับจาก 0) จะได้ผลลัพธ์คือ A programming language*/
text[2] = ' '; /*ผลลัพธ์คือ A  rogramming language (ใส่ช่องว่างแทนตัว p)*/

ฟังก์ชั่นในภาษาซี

ฟังก์ชั่นในภาษาซี
ฟังก์ชันในภาษา  C  โดยจะประกอบไปด้วยเนื้อหาหลัก ๆ  คือ  เรื่องที่หนึ่ง  ฟังก์ชันมาตรฐาน  เป็นฟังก์ชันที่บริษัทที่ผลิตภาษา  C  ได้เขียนขึ้นและเก็บไว้ใน  header  file  ภาษา  C  คือเก็บไว้ในแฟ้มที่มีนามสกุล  *.h  ต่าง ๆ  ส่วนเรื่องที่สอง  เป็นฟังก์ชันที่เขียนขึ้นหรือเรียกอีกอย่างว่าโปรแกรมย่อย  ที่ผู้เขียนโปรแกรมเขียนขึ้นมาใช้งานอย่างใดอย่างหนึ่งตามความต้องการของงานนั้น ๆ  โดยรายละเอียดของแต่ละฟังก์ชันมีดังต่อไปนี้

1 ฟังก์ชันมาตรฐาน  (standard  functions)

เป็นฟังก์ชันที่บริษัทที่ผลิตภาษา  C  ได้เขียนขึ้นและเก็บไว้ใน  header  file  ภาษา  C  คือเก็บไว้ในแฟ้มที่มีนามสกุล  *.h  ต่าง ๆ  เมื่อต้องการใช้ฟังก์ชันใด  จะต้องรู้ว่าฟังก์ชันนั้นอยู่ใน  header  file  ใดจากนั้นจึงค่อยใช้คำสั่ง  #include<header  file.h>  เข้ามาในส่วนตอนต้นของโปรแกรม  จึงจะสามารถใช้ฟังก์ชันที่ต้องการได้  ซึ่งฟังก์ชันมาตรฐานเป็นฟังก์ชันที่บริษัทผู้ผลิต  C   compiler  เขียนขึ้นเพื่อให้ผู้ใช้นำไปช่วยในการเขียนโปรแกรมทำให้การเขียนโปรแกรมสะดวกและง่ายขึ้น  บางครั้งเราอาจจะเรียกฟังก์ชันมาตรฐานว่า ”ไลบรารีฟังก์ชัน”  (library  functions)

ตัวอย่างที่  1  แสดงตัวอย่างฟังก์ชันมาตรฐาน  เช่น  ฟังก์ชัน  pow(x,y)  คือ  ฟังก์ชันที่ใช้หาค่ายกกำลังของ  xy  โดยที่ตัวแปร  x  และตัวแปร  y  มีชนิดเป็น  double  ซึ่งฟังก์ชัน  pow(x,y)  จะถูกเก็บไว้ใน  header  file  ที่ชื่อว่า  math.h  ดังนั้นจึงต้องใช้คำสั่ง  #include<math.h>  แทรกอยู่ในส่วนตอนต้นของโปรแกรมเหนือฟังก์ชัน  main( )  จึงจะสามารถเรียกใช้ฟังก์ชัน  pow(x,y)  มาใช้งานภายในโปรแกรมนี้ได้

สำหรับฟังก์ชันมาตรฐานที่จะกล่าวถึงในหัวข้อนี้จะกล่าว เฉพาะฟังก์ชันมาตรฐานที่จำเป็น  และเรียกใช้งานบ่อย ๆ   เท่านั้น  ซึ่งมีดังต่อไปนี้

1.1 ฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์  (mathematic  functions)

เป็นฟังก์ชันที่ใช้สำหรับการคำนวณทางคณิตศาสตร์  และก่อนที่จะใช้ฟังก์ชันประเภทนี้  จะต้องใช้คำสั่ง   #include   <math.h>  แทรกอยู่ตอนต้นของโปรแกรม  และตัวแปรที่จะใช้ฟังก์ชันประเภทนี้จะต้องมีชนิด  (type)  เป็น  double  เนื่องจากผลลัพธ์ที่ได้จากฟังก์ชันประเภทนี้จะได้ค่าส่งกลับของข้อมูลเป็น  double  เช่นกัน

             ฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์ที่ควรทราบ  มีดังนี้

acos(x)               asin(x)                atan(x)
sin(x)                  cos(x)                 tan(x)
sqrt(x)                 exp(x)                pow(x,y)
log(x)                  log10(x)             ceil(x)
floor(x)                fabs(x)

 1) ฟังก์ชัน  acos(x)

เป็นฟังก์ชันที่ใช้คำนวณหาค่า  arc   cosine  ของ  x  โดยที่  x  เป็นค่ามุมในหน่วยเรเดียน  (radian)
รูปแบบ

      acos(x);

2) ฟังก์ชัน  asin(x)

เป็นฟังก์ชันที่ใช้คำนวณหาค่า  arc   sine  ของ  x  โดยที่  x  เป็นค่ามุมในหน่วยเรเดียน
                รูปแบบ

      asin(x);

3) ฟังก์ชัน  atan(x)

เป็นฟังก์ชันที่ใช้คำนวณหาค่า  arc   tan  ของ  x  โดยที่  x  เป็นค่ามุมในหน่วย
เรเดียน
            รูปแบบ

      atan(x);

4) ฟังก์ชัน  sin(x)
เป็นฟังก์ชันที่ใช้คำนวณหาค่า  sine  ของ  x  โดยที่  x  เป็นค่ามุมในหน่วยเรเดียน
              รูปแบบ

       sin(x);

  5) ฟังก์ชัน  cos(x)
เป็นฟังก์ชันที่ใช้คำนวณหาค่า  cosine  ของ  x  โดยที่  x  เป็นค่ามุมในหน่วย
เรเดียน
                รูปแบบ

       cos(x);
6) ฟังก์ชัน  tan(x)

เป็นฟังก์ชันที่ใช้คำนวณหาค่า  tan  ของ  x  โดยที่  x  เป็นค่ามุมในหน่วยเรเดียน

ผังงานFlowchart

ผังงานFlowchart
สัญลักษณ์ของผังงาน (Flowchart)

รูปภาพสัญลักษณ์ความหมายของสัญลักษณ์
Flowchart Start or Stopเริ่มต้นหรือจบ Flowchart (Start or Stop)
Flowchart Processการประมวลผล (Process)
Flowchart Input Or Outputส่วนนำเข้าข้อมูลหรือแสดงผลข้อมูล (Input or Output)
Flowchart Decisionการตัดสินใจ (Decision)
Flowchart Connectorจุดเชื่อมต่อ (Connector)
Flowchart Direction of Flowทิศทางการทำงาน (Direction of Flow)


หลักการนำสัญลักษณ์ต่างๆ มาเขียนเป็นผังงาน (Flowchart)
เมื่อเรารู้และสามารถจำความหมายต่างๆ ของสัญลักษณ์ได้แล้ว ถัดมาเราจะมาดูกันว่าสัญลักษณ์ต่างๆ เหล่านี้มีรูปแบบการใช้แบบไหน จากรูปต่อไปนี้คือการนำสัญลักษณ์ต่างๆ ไปใช้เขียนเป็นผังงาน (Flowchart) ครับ


Flowchart ตัวอย่างการใช้งานสัญลักษณ์


หลักการใช้สัญลักษณ์ของผังงาน (Flowchart) คือ
 1)  ผังงาน (Flowchart) ที่เขียนขึ้น ต้องมีจุดเริ่มต้น และ จุดสิ้นสุด (Start and Stop)
 2)  สัญลักษณ์แต่ละรูปจะมีการเชื่อมต่อด้วย ทิศทางการทำงาน (Direction of Flow)
 3)  ทิศทางการทำงานจะต้องเริ่มต้นจากจุดเริ่มต้น และจบที่จุดสิ้นสุดเท่านั้น

เอาล่ะครับจบไปแล้วกับเรื่องสัญลักษณ์และวิธีการใช้แบบพื้นฐาน ในบทความต่อไปเราจะมาดูอย่างละเอียดถึงความหมายและวิธีใช้ของสัญลักษณ์ ต่างๆ กันครับ หากมีปัญหาสอบถามได้ใน Fan Page ของ Ami-Solution ได้เลยครับผม

สิ่งที่คุณจะทำได้หลังจากอ่านบทความนี้
 - คุณจะสามารถจดจำสัญลักษณ์ต่างๆของผังงาน (Flowchart) ได้
 - คุณจะรู้ว่าจะจัดเรียงสัญลักษณ์ต่างๆของผังงาน (Flowchart) ได้อย่างไร

ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการออกแบบ(3มิติ)

ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการออกแบบ(3มิติ)
Google SketchUp (โปรแกรมออกแบบบ้าน 3 มิติ สร้างโมเดล 3 มิติ)
1.Google SketchUp (โปรแกรมออกแบบบ้าน 3 มิติ สร้างโมเดล 3 มิติ)
Google SketchUp (โปรแกรมออกแบบบ้าน 3 มิติ สร้างโมเดล 3 มิติ) 8.0.1
ดาวน์โหลด Google SketchUp โปรแกรมออกแบบบ้าน 3 มิติ สร้างแบบจำลอง 3 มิติ สร้างโมเดลบ้าน ออกแบบประตู หน้าต่าง ออกแบบรถ ออกแบบตัวละคร วาดการ์ตูน ได้ทุกอย่าง ใช้ง่ายมาก
SketchUp Make (โปรแกรมทำแบบบ้าน ออกแบบห้อง สร้างโมเดล 3 มิติ)
2.SketchUp Make (โปรแกรมทำแบบบ้าน ออกแบบห้อง สร้างโมเดล 3 มิติ)
SketchUp Make (โปรแกรมทำแบบบ้าน ออกแบบห้อง สร้างโมเดล 3 มิติ) 15.3
ดาวน์โหลดโปรแกรม SketchUp Make ทำแบบบ้าน ออกแบบห้อง ออกแบบโมเดล 3 มิติ ต่างๆ ได้ง่ายๆ มีคลิปสอนวิธีการใช้งาน และ วิธีการให้ลองทำตาม อย่างละเอียด ฟรี ไม่มีค่าบริการใดๆ
ZWCAD (โปรแกรมเขียนแบบ เปิดไฟล์ .DWG เหมือน AutoCAD)
3.ZWCAD (โปรแกรมเขียนแบบ เปิดไฟล์ .DWG เหมือน AutoCAD)
ZWCAD (โปรแกรมเขียนแบบ เปิดไฟล์ .DWG เหมือน AutoCAD) 2015
โปรแกรมเขียนแบบ ZWCAD สำหรับ นักออกแบบมืออาชีพ มีคุณสมบัติเหมือน โปรแกรมเขียนแบบ AutoCAD แต่ราคาถูกกว่ามาก เปิดไฟล์ DWG ไฟล์ DXF และ ไฟล์ DWF ได้ ไม่มีปัญหา
Maya (โปรแกรม Maya ทำแอนิเมชั่น สร้างการ์ตูน Animation)
4.Maya (โปรแกรม Maya ทำแอนิเมชั่น สร้างการ์ตูน Animation)
Maya (โปรแกรม Maya ทำแอนิเมชั่น สร้างการ์ตูน Animation) 2015
ดาวน์โหลดโปรแกรม AutoDesk Maya โปรแกรมทำแอนิเมชั่น 3 มิติ (3D) ชั้นสูง เอฟเฟค ฟิลเตอร์ มากมาย ที่หนังแอนิเมชั่น ต่างๆ นิยมใช้สร้าง นำไปใช้สร้างการ์ตูน Animation 3 มิติ ได้เลย
Blender (โปรแกรม Blender ออกแบบ 3 มิติ 3D Animation)
5.Blender (โปรแกรม Blender ออกแบบ 3 มิติ 3D Animation)
Blender (โปรแกรม Blender ออกแบบ 3 มิติ 3D Animation) 2.75a
ดาวน์โหลด Blender ฟรีโปรแกรมออกแบบวัตถุ 3 มิติ โปรแกรม Animation 3 มิติ ออกแบบ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว หรือ 3D Animation แจ๋วๆ โปรแกรมออกแบบ ได้ทั้ง ออกแบบรถ ตัวละคร
V-Ray for SketchUp (โหลด V-Ray ปลั๊กอินเสริมสำหรับ SketchUp)
6.V-Ray for SketchUp (โหลด V-Ray ปลั๊กอินเสริมสำหรับ SketchUp)
V-Ray for SketchUp (โหลด V-Ray ปลั๊กอินเสริมสำหรับ SketchUp)
ดาวน์โหลดโปรแกรม V-Ray for SketchUp ปลั๊กอินสำหรับติดตั้งเพื่อใช้งานควบคู่ไปกับโปรแกรม SketchUp เพิ่มความสมจริงและความคมชัดให้กับงานของคุณเหมือนเป็นอาคารจริงๆ กันเลยทีเดียว
Rhinoceros (โปรแกรม ออกแบบ CAD 3D ประสิทธิภาพสูง)
7.Rhinoceros (โปรแกรม ออกแบบ CAD 3D ประสิทธิภาพสูง)
Rhinoceros (โปรแกรม ออกแบบ CAD 3D ประสิทธิภาพสูง) 5.0 ซอฟต์แวร์ไทย
โปรแกรม Rhinoceros ออกแบบ CAD 3D ประสิทธิภาพสูง เหมาะกับงานออกแบบสินค้า
ผลิตภันฑ์จิวเวลลี่ เครื่องประดับ ที่มีความละเอียด ซับซ้อน ราคาคุ้มค่า ใช้งานง่ายมาก
 ProgeCAD 2013 Professional (โปรแกรมออกแบบ เปิดไฟล์ โปรแกรม AutoCAD ได้)
8.ProgeCAD 2013 Professional (โปรแกรมออกแบบ เปิดไฟล์ โปรแกรม AutoCAD ได้)
ProgeCAD 2013 Professional (โปรแกรมออกแบบ เปิดไฟล์ โปรแกรม AutoCAD ได้)
โปรแกรมออกแบบบ้าน ProgeCAD รองรับไฟล์จาก โปรแกรม AutoCAD ได้ทุกเวอร์ชั่น 2.5-2014 เหมาะสำหรับใช้ในการออกแบบ สิ่งปลูกสร้างต่างๆ ทั้ง 3 มิติ และ 2 มิติ สามารถ แปลงไฟล์ PDF เป็น DWG ได้ ราคาถูก คุ้มค่า ประสิทธิภาพสูง
 Trimble SketchUp Pro (โปรแกรมออกแบบบ้าน ออกแบบภาพ 3 มิติ)
9.Trimble SketchUp Pro (โปรแกรมออกแบบบ้าน ออกแบบภาพ 3 มิติ)
Trimble SketchUp Pro (โปรแกรมออกแบบบ้าน ออกแบบภาพ 3 มิติ) 2015
ดาวน์โหลดโปรแกรม Trimble SketchUp Pro โปรแกรมออกแบบบ้าน งานก่อสร้าง สถาปัตยกรรมต่างๆ ช่วยให้คุณมองรายละเอียดของงานได้ง่ายขึ้น เพราะโปรเจคที่ทำเป็นรูปแบบของภาพ 3 มิติ
Room Arranger (โปรแกรมตกแต่งภายใน ออกแบบภายในบ้าน)
10.Room Arranger (โปรแกรมตกแต่งภายใน ออกแบบภายในบ้าน)
Room Arranger (โปรแกรมตกแต่งภายใน ออกแบบภายในบ้าน) 7.6

ดาวน์โหลดโปรแกรม Room Arranger โปรแกรมออกแบบภายใน เช่น ห้องน้ำ ห้องครัว ง่ายๆ ใช้ได้ทั้งบ้าน อพาร์ทเม้นท์ ออกแบบหอพัก มีเฟอร์นิเจอร์ให้เลือกหลายแบบ

ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการออกแบบ(2มิติ)

ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการออกแบบ(2มิติ)
1.LibreCAD Download
โปรแกรมวาดแบบ 2 มิติ LibreCAD
LibreCAD (โปรแกรมออกแบบ โปรแกรมวาดแบบ 2 มิติ) : โปรแกรมออกแบบ LibreCAD เป็น โปรแกรมออกแบบ 2 มิติ หรือที่เรียกว่า CAD 2D (Computer-Aided Design Program) ที่อยู่ในโปรเจคโอเพ่นซอร์ส (Open-Source) หากได้ยินชื่อนี้เมื่อไหร่ พึงระลึกเอาไว้เลยว่า แจกฟรี แน่นอน เพราะเป็นการพัฒนาที่เกิดขึ้นจากนักพัฒนาโปรแกรมฝีมือดีจากทั่วโลก ที่มีความเชี่ยวชาญด้าน โปรแกรมออกแบบ ตรงนี้ได้เป็นพื้นที่ ที่จะมาร่วมออกแบบแลัพัฒนาร่วมกัน โดย โปรแกรมออกแบบ ตัวนี้สามารถออกแบบวัตถุต่างๆ ได้ 2 มิติ (2D) เท่านั้น ซึ่งสามารถใช้ออกแบบวัตถุ สื่งของ หรืออะไรก็ได้ที่ง่ายๆ อาทิเช่น กลไกของเครื่องจักรกล วิศวกรออกแบบสิ่งก่อสร้างต่างๆ เช่น เป็น โปรแกรมออกแบบบ้าน ได้ดี หรือจะไปใช้ ออกแบบครัวเรือน ออกแบบตึก ออกแบบอาคาร ออกแบบห้อง เพื่อใช้สอยในกิจการ หรือ สถานการณ์ ต่างๆ รวมไปถึงการ ออกแบบถุงพลาสติก ออกแบบเสื้อผ้า ด้านหน้าด้านหลัง ได้เป็นอย่างดี แล้วแต่ตามใจชอบละครับ

Program Features (คุณสมบัติและความสามารถหลักๆ ของ โปรแกรมออกแบบ 2 มิติ LibreCAD)

เป็นโปรเจคโอเพ่นซอร์ส พัฒนาขึ้นมาเพื่อ แจกฟรี 100% ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ไม่มีโฆษณาแฝง ใดๆ ติดพ่วงมากับโปรแกรม ให้คุณไปใช้ออกแบบ วาดแบบ กันเลยฟรีๆ แต่หากต้องการบริจาค สามารถบริจาคเพื่อสนับสนุนทีมผู้พัฒนา ได้ที่หน้าเว็บของเขาได้เลย
มีหลากหลายภาษาให้เลือก มากถึงเกือบ 30 ภาษา จากทั่วโลก
ใช้งานได้กับทุกระบบปฏิบัติการ (Operating Systems) อย่าง Windows และ Mac OS หรือแม้กระทั่ง Linux OS
มีเครื่องมีช่วยวาดแบบ ออกแบบ หลากหลาย อาทิเช่น เส้นตรง ส่วนโค้ง วงกลม ทรงเหลี่ยม วาดเส้น ลากเส้นอิสระ กำหนดจุดต่างๆ ฯลฯ อีกมากมาย
สามารถกำหนดขนาดสเกล (Scale) ของวัตถุได้แบบสมจริง
มีเครื่องมือการวัดขนาดของเส้น วัตถุต่างๆ ในโปรแกรมออกแบบ ตัวนี้ที่แม่นยำ
มีความสามารถในการขยายภาพเพื่อ ออกแบบ วาดแบบ ได้หลายเท่า และเสียความคมชัด ไปอย่างน้อยที่สุด เพื่อเพิ่มทัศนวิสัย ในการมองเห็นภาพที่ชัดเจน มากยิ่งขึ้น
มีระบบการสอนการใช้งาน การสนับสนุนการใช้งานโปรแกรมที่ดีมากๆ
ข้อเสียของมันคือ ไม่สนับสนุนภาพแบบ 3 มิติใดๆ และ สนับสนุนไฟล์เฉพาะ DXF และ CXF เท่านั้น
โปรแกรมมีขนาดเล็ก ไม่ถึง 30 MB.

และความสามารถอื่นๆ อีกมากมาย
โปรแกรมออกแบบบ้าน LibreCAD
2.AutoCAD LT 2016
โปรแกรม AutoCAD® LT 2016 เป็นโปรแกรมเขียนแบบและออกแบบ (CAD) 2 มิติ ของ AutoCAD® ในราคาประหยัดสำหรับผู้ที่ต้องการทำงานด้านเขียนแบบ 2 มิติ เพียงอย่างเดียว ซึ่งพัฒนาจากผู้พัฒนาโปรแกรมรายใหญ่ที่สุดในโลก มีความเข้ากันได้ของไฟล์ DWG มีความน่าเชื่อถือและการมีประสิทธิภาพของเครื่องมือวาดภาพ 2 มิติ ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิผลของคุณ

AutoCAD® LT 2016 มีการใช้งานที่สมบูรณ์แบบของ 2 มิติ ในการออกแบบอย่างแม่นยำ และมีเทคนิคในการเขียนแบบอย่างถูกต้อง มีการออกแบบตามวัตถุประสงค์ตามความต้องการ มีการปรับปรุงคุณสมบัติ และเพิ่มวิธีใหม่ๆ ในการออกแบบ สามารถทำงานร่วมกับโปรแกรมอื่นๆ ได้อย่างสมบูรณ์

โปรแกรม AutoCAD® LT 2016 จึงเหมาะสำหรับผู้ใช้งาน CAD งานเขียนแบบ และออกแบบทั่วไป 2 มิติ เช่น เขียนแบบอาคาร เขียนแบบโครงสร้าง เขียนแบบโยธา เป็นต้น ด้วยไฟล์ DWG แต่ต้องการเสียค่าใช้จ่ายลิขสิทธิ์ให้น้อยที่สุด และต้องการให้เงินลงทุนนั้นคุ้มค่ามากที่สุด และโปรแกรม AutoCAD® LT 2016